วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557


ไก่ชนในเอเซีย

        กีฬา ไก่ชน หรือ ตีไก่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเซีย เช่น ไทย พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย การชนไก่ ในแถบเอเซียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และเชื่อว่า ไก่ชน มีพัฒนาการมาจาก ไก่ป่า ซึ่งมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารประจำบ้าน เมื่อ ไก่ป่า มาอยู่กับคนนานเข้า ก็ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นิสัยประจำตัวของไก่คือหวงถิ่นที่อยู่ ถ้ามีไก่ตัวอื่นๆ ข้ามถิ่นเข้ามาก็จะออกปกป้องที่อยู่อาศัย หรือเมื่อมีการแย่งผสมพันธุ์กับตัวเมีย ไก่ตัวผู้ก็จะตีกัน ซึ่งทำให้เกิดการถือหางกันระหว่างเจ้าของไก่ และด้วยนิสัยของนักพนันจึงทำให้มีการแข่งขันกัน การพัฒนาสายพันธุ์ของ ไก่ป่า จึงมีวิวัฒนาการเรื่อยมา

ประดู่แดงหางดำ
ไก่ชนในเมืองไทย
        ในอดีต พันธุ์ ไก่ชน ไทยเป็น “ มรดกของไทย “ มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ “ ประดู่หางดำ ” และ “ เหลืองหางขาว ” ในสมัยกรุงสุโขทัย ไก่ชนประดู่หางดำพันธุ์แสมดำ ได้ชื่อว่า “ ไก่พ่อขุน ” เนื่องจากว่าเป็นไก่ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงโปรด สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงนำ “ ไก่เหลืองหางขาว ” จากบ้านกร่าง เมืองพิษณุโลก ไปชนชนะไก่ของพระมหาอุปราชาที่กรุงหงสาวดี ไก่พันธุ์นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน ตามซุ้มที่เลี้ยง ไก่ชน มักจะมี ไก่ชนเหลืองหางขาว เลี้ยงไว้เพื่อเป็นไก่นำโชค และนิยมเรียกชื่อว่า “ ไก่เจ้าเลี้ยง ” 


ประดู่หางดำ

ไก่เหลืองหางขาว
        เนื่องจากประเทศไทยอยู่ใกล้กับอินเดีย จึงทำให้ไทยได้รับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่างๆมาจากอินเดียหลายอย่าง อาจจะเป็นไปได้ที่ไทยได้นำ ไก่ชน จากอินเดียมาเพาะเลี้ยง และคงจะมีการนำ ไก่ชน เข้ามาก่อนที่อังกฤษจะนำ ไก่ชน ไปจากอินเดีย ทั้งนี้เนื่องจากว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงใช้ ไก่ชน ดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองมาก่อนที่อินเดียจะเสียเอกราชให้แก่อังกฤษเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่ ไก่ชน ของไทยมีมานานก่อนแล้ว แต่ ไก่ชนพันธุ์อินเดีย คงจะเข้ามาในประเทศไทยพร้อมๆ กับศาสนาพราหมณ์และวัฒนธรรมอื่นๆ
        การ ต่อไก่ ชนไก่ และการ ฝึกไก่ มีปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีการละเล่น เพลงปรบไก่ และ การชนไก่ ในฤดูที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึง ยุคสมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ( จอมพล ป. พิบูลสงคราม ) ที่ส่งเสริมการทำสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ ได้นำ ไก่พันธุ์เล็กฮอร์น พันธุ์ออสตราลอฟ และพันธุ์โรดไอส์แลนด์เรด มาทำการผสมพันธุ์กับ ไก่ชน ที่ชาวบ้านเลี้ยงกันอยู่จนกระทั่งกลายเป็นไก่พันธุ์ทาง ทั้งยังประกาศให้เลิกเลี้ยง ไก่ชน อีกด้วย ไก่ชนเลือดแท้ในยุคสมัยนั้นจึงมีเหลือแอบเลี้ยงกันบางแห่งเท่านั้น ทำให้วงการไก่ชนของไทยซบเซาลงไป ครั้นถึงรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีการฟื้นฟู กีฬาไก่ชน ขึ้นมาอีกจนกระทั่งทุกวันนี้ ปัจจุบันการเลี้ยง ไก่ชน แยกออกได้หลายประเภท ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่างๆตามความนิยม เช่น เลี้ยงเพื่อการค้า โดยการขายเป็นพ่อพันธุ์ในราคาที่สูง หรือเพื่อการนำไปแข่งขัน และเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมในฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อทำธุรกิจส่งออก เป็นต้น


ประดู่ขาม

เรื่องเกี่ยวกับไก่ชน ว่าด้วย ศาสตร์และศิลปะ เกล็ดพิฆาต

ปลักษณ์แข้ง    คือ รูปร่างลักษณะของแข้งไก่นั้นเอง ไก่แข้งดี โบราณว่าจะเป็นไก่ตีเจ็บ จากการสังเกตดูในปัจจุบันเห็นว่าเป็นความจริงเหมือนโบราณว่าไว้    แข้งไก่ที่ดีจะมีลักษณะกลมเรียวและเล็ก จึงเทียบเป็นคำพูดง่ายๆ ไว้ว่า นกแข้งใหญ่ ไก่แข้งเล็ก หมายความว่า นกเขาที่ดีรูปลักษณะแข้งใหญ่ๆ จะเป็นนกขยันบิน บินเก่ง ขันมีคารมและขันนาน ในไก่ชนไก่แข้งเล็กๆ กลมๆ แบบไม้เรียว ไม้ตะพด จะเป็นไก่ตีเจ็บ

                            
 ๔.แข้งกระบองเพชร หรือกระบองยักษ์    รูปลักษณ์เป็นแข้งกลม ข้อขาเล็กข้อเท้าใหญ่ เกล็ดราบเรียบ เป็นกำไลทั้งแข้ง ถ้ากำไลตรงเรียกปัดตลอดหรือนกเอี้ยง ถ้ากำไลเฉียงเรียกกระบองยักษ์ เป็นไก่แข้งงามต่อจากแข้งไม้ดัดหรือแข้งคัด

๕.แข้งบัวไหว หรือแข้งขุนนาง    มีรูปลักษณะเรียวยาวแบบนิ้วคน เกล็ดผิวแข้งจะเรียบ แข้งดีกล้ามเนื้อจับดูจะนิ่มนุ่มเหมือนนิ้วคน เดือยโยกคลอนอ่อนไหว เป็นแข้งสวยรองจากแข้งกระบองเพชร  ตีไก่เจ็บปวดเช่นกัน (ไม่มีรูปภาพประกอบ)
         คัดลอกจากวารสาร สนามไก่ชน รายปักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๙ ประจำวันศุกร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔
ส่วนไก่ที่แข้งใหญ่ๆแบนๆ จะเป็นไก่ตีไม่เจ็บตีไม่แม่น จึงไม่นิยมเอามาเลี้ยงตี คนโบราณได้เปรียบเทียบและเรียกชื่อลักษณะของแข้งขาไก่ไว้ดังนี้
๑.แข้งลำเทียน    จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายเล่มเทียนบูชาพระ ส่วนล่างบริเวณข้อเท้าจะโตกว่าส่วนบนบริเวณใต้ข้อขา ผิวแข้งจะกลมกลึง เกล็ดจะราบเรียบไม่มีเหลี่ยม ไม่มีคม เป็นแข้งที่สวยงามที่สุด เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บ
 ๒.แข้งลำหวาย    จะมีลักษณะแข้งคล้ายกับลำหวาย ท่อนบนใหญ่ท่อนล่างเล็ก เหมือนกับแข้งลำเทียน จะต่างกันตรงที่ผิวแข้งจะมีเหลี่ยมเล็กน้อยตามแนวของเกล็ด ผิวเกล็ดจะเผยอขึ้นเล็กน้อย เป็นแข้งที่สวยงามพอกับแข้งลำเทียน และตีไก่เจ็บเช่นกัน
๓.แข้งไม้ดัด หรือแข้งคัด    จะมีลักษณะคล้ายกับไม้ดัด ไม้คมแฝก ด้านข้างแข้งจะออกเป็นเหลี่ยมเป็นมุม แข้งจะโตเสมอต้นเสมอปลายทรงเหลี่ยม ผิวแข้งจะขรุขระไม่ราบเรียบ เกล็ดซ้อนเผยอขึ้น เป็นไก่แข้งสวยรองจาก แข้งลำหวาย เป็นแข้งที่ตีไก่เจ็บเช่นกัน

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

  • ตำหนิ เช่น ปากบิด ปากเบี้ยว นิ้วหงิก นิ้วงอ และอกคด ทางแก้ก็คือเปลี่ยนพ่อพันธุ์ หากไม่ต้องการสายเลือดอื่นมาผสม ก็อาจใช้ลูกหลานของพี่น้อง ของพ่อ แม่เดิมมาผสม ก็พอจะแก้ปัญหาเลือดชิดไปได้บ้าง
  • ข้อสังเกต ในการเพาะพันธุ์ตามสมมุติข้างต้น ที่ใช้ พ่อพันธุ์ไก่ ก ผสมแม่พันธุ์ไก่ ข ลูกที่เกิดขึ้น คือ ไก่ ค ง จ ฉ น่าจะมีเลือดพ่อ และแม่ อย่างละครึ่ง แต่ข้อเท็จจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น คือ
    • ลูกไก่ ค อาจมีเลือดพ่อ 30% เลือดแม่ 70%
    • ลูกไก่ ง อาจมีเลือดพ่อ 40% เลือดแม่ 60%
    • ลูกไก่ จ อาจมีเลือดพ่อ 50% เลือดแม่ 50%
    • ลูกไก่ ฉ อาจมีเลือดพ่อ 60% เลือดแม่ 40%
    ขึ้นอยู่กับยีนส์ของแต่ละตัว จะหนักไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีเลือดพ่อ เลือดแม่อย่างละครึ่งหรือข้างละ 50%
  • การผสมพันธุ์ต่างสายพันธุ์ เป็นการผสมพันธุ์ของไก่ต่างสายเลือดกัน หรือไม่ได้เป็นญาติกัน เช่น การผสมพันธุ์ไก่เหลืองหางขาว สมมุติใช้พ่อพันธุ์เหลืองหางขาวจากอยุธยา ผสมพันธุ์กับไก่เหลืองหางขาวที่มาจากเขตหนองจอก หรืออาจจะใช้แม่พันธุ์หลายตัวมาจากหลายจังหวัดก็ได้ เช่น
    • พ่อพันธุ์เหลืองหางขาวอยุธยา + แม่พันธุ์เหลืองหางขาวหนองจอก = ลูกไก่สายพันธุ์อยุธยา-หนองจอก
    • พ่อพันธุ์เหลืองหางขาวอยุธยา + แม่พันธุ์เหลืองหางขาวแปดริ้ว = ลูกไก่สายพันธุ์อยุธยา-แปดริ้ว
    • คัดลูกไก่อยุธยา-หนองจอก และลูกไก่ อยุธยา-แปดริ้ว ที่มีรูปร่างขนาด ทรวดทรงที่สวยงามถูกต้องตามตำรา รวมทั้งทดสอบดูชั้นเชิงฝีตีนว่าเข้าขั้นมาตรฐานมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต่อ ลูกไก่ที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่มีสายเลือด "อยุธยา-หนองจอก-แปดริ้ว" ถือว่าเป็นสายพันธูของเราที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นใหม่ แต่ถ้าเรายังยึดหลักการเพาะพันธุ์ตามสายพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ลูกไก่ของเราเลือดชิดกันขึ้นเรื่อยๆ อาจสูงเกิน 50% โดยหลักการแล้วควรให้มีเลือดชิดได้ระหว่าง 15-25% และไม่ให้เกินกว่านี้
  • วิธีป้องกันเลือดชิด การผสมพันธุ์กันไม่ควรให้เกิน 5 รุ่น ก็ควรเปลี่ยนพ่อพันธุ์ คือ หาพ่อพันธุ์ใหม่ในโทนสีเหมือนเดิมมาเป็นพ่อพันธุ์ใหม่ ก็จะเป็นการป้องกันเลือดชิดได้ หรือหาพ่อพันธุ์ใหม่มา 2 ตัว ผสมกับแม่พันธุ์ที่เป็นเหล่าของเราที่พัฒนาแล้ว เช่น
    • 1. พ่อพันธุ์เหลืองหางขาวจากสุพรรณ + แม่พันธุ์เหลืองหางขาวสายเลือดอยุธยา-หนองจอก-ฉะเชิงเทรา = ลูกไก่สายพันธุ์อยุธยา-หนองจอก-ฉะเชิงเทรา-สุพรรณบุรี
    • 2. พ่อพันธุ์เหลืองหางขาวจากนครปฐม + แม่พันธุ์เหลืองหางขาวสายเลือดอยุธยา-หนองจอก-ฉะเชิงเทรา = ลูกไก่สายพันธุ์อยุธยา-หนองจอก-ฉะเชิงเทรา-นครปฐม
      แล้วนำไก่ที่ได้จาก(1)และ(2) มาเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ต่อ และสามารถนำลูกไก่ที่ได้กลับไปผสมกับสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ หรือที่มีสายเลือดอยุธยา-หนองจอก-ฉะเชิงเทรา โดยวิธีการดังกล่าวก็สามารถป้องกันเลือดชิดได้ และเราสามารถได้ลูกไก่ที่มีลีลาชั้นเชิง ฝีตีนคล้ายและใกล้เคียงกับสายพันธุ์ดั้งเดิม
    • ข้อควรจำ เราต้องไม่หยุดอยู่กับที่ หรือพอใจกับชั้นเชิงของไก่ที่เรามีอยู่ เราต้องพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป เช่น เราต้องการไก่ชั้นเชิงแบบไหน ก็หาพ่อพันธุ์ที่มีชั้นเชิงแบบนั้นๆมาเป็นพ่อพันธุ์ สับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากเราหยุดเมื่อไรไก่ของเรามีโอกาสเป็นไปได้ 3 ประการ คือ
      • - เลือดชิด
      • - ชั้นเชิง ฝีตีน ตามชาวบ้านเขาไม่ทัน
      • - ไก่เหล่าของเราที่เคยเก่งก็จะกลายเป็นอดีตไปเท่านั้นเอง



ประวัติไก่ชนพระนเรศวร
 ไก่ชนพระนเรศวร หรือไก่เจ้าเลี้ยง เป็นไก่อู พันธุ์เหลืองหางขาวเป็นที่รู้จักเรียกขานกันว่า "ไก่เหลืองหางขาว" จัดเป็นยอดไก่มีลักษณะสีสร้อยเหลือง แข้งขาวอมเหลือง ปากขาวอมเหลือง หางสีขาวยาวเหมือนฟ่อนข้าว ยืนผงานดอกเชิดท้ายลาด หน้าแหลมยาวเหมือนหน้านกยูง ปีกใหญ่ยาว มีขนแซมทั้งสองข้าง อกใหญ่ ตัวยาวหางรัดชิด แข้งเล็กนิ้วเรียว เดือยงอน เวลาขันเสียงใหญ่และยาว

            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชสมภพ ณ พระราชวังจันทร์ เมืองพิษณุโลก ได้ทรงโปรดปรานการตีไก่ มาแต่ทรงเยาว์วัย ทรงใฝ่หาความรู้ และเสาะหาไก่มาเลี้ยงไว้ ครั้งเสด็จไปประทับที่พม่า ก็ทรงนำไม่ชนไปด้วย เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๑๑๐ สมเด็จพระนเรศวร ทรงชนไก่กับพระมหาอุปราชา (มังกะยอชวา) ผลปรากฎว่าไก่ชนของพระมหาอุปราชา กลับเป็นฝ่ายแพ้ไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวร ทำให้พระมหาอุปราชาทรงพิโรธมาก เกิดโมหะ ตรัสเสียดสีเหยียดหยามสมเด็จพระนเรศวร ว่า "ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ" สมเด็จพระนเรศวร จึงตรัสโต้ตอบเป็นเชิงท้าอยู่ในที่ว่า "ไก่ตัวนี้อย่าว่าแต่ตีพนันชนเอาเดิมพันเลย ถึงชนเอาบ้านเอาเมืองกันเมื่อไรก็ได้"
ไก่ชนงามตามตำรามีห้าอย่าง
งามท่าทางองอาจดั่งราชสีห์
งามเยื้องย่างสามขุมดุจกุมภี
เตรียมต่อตีทุกฝีก้าวกำเท้าเดิน
เสียงขันใหญ่เจื้อยแจ้วแจ๋วแจ่มจิต
ยืนท่าชิดทรนงปานหงส์เหิร
ดูท่วงท่ามีสง่าทุกท่าเดิน
แสนเพลิดเพลินชวนมองจ้องตาดู
ไก่ชนงามตามตำรามีห้าอย่าง
งามท่าทางองอาจดั่งราชสีห์
งามเยื้องย่างสามขุมดุจกุมภี
เตรียมต่อตีทุกฝีก้าวกำเท้าเดิน
เสียงขันใหญ่เจื้อยแจ้วแจ๋วแจ่มจิต
ยืนท่าชิดทรนงปานหงส์เหิร
ดูท่วงท่ามีสง่าทุกท่าเดิน
แสนเพลิดเพลินชวนมองจ้องตาดู